news-details

MANGU E-Magazine Entertainment Issue 206 : รู้จักกับตัวตนของคู่จิ้นจากซีรีส์วายสุดฟิน "จังหวะจะรัก SECOND CHANCE THE SERIES" ต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา & ฟลุ๊ค ชินธัณย์ โรจน์รวีธนากุล

แนะนำตัวทีละคน พร้อมประวัติคร่าว ๆ ค่ะ

ต๋อง : สวัสดีครับ ผมต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา ครับ ผมจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยา แล้วก็ไปต่อปริญญาโทที่จุฬาฯเหมือนเดิม สาขา Branding & Marketing ครับ ส่วนตอนนี้กำลังเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA เป็นหลักสูตรผู้บริหารในยุคดิจิตัลครับ แล้วก็กำลังจะต่อปริญญาโทนิเทศศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกหนึ่งใบครับ

ฟลุ๊ค : สวัสดีครับ ผมฟลุ๊ค ชินธัณย์ โรจน์รวีธนากุล ครับ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิตชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ครับ

เล่าจุดเริ่มต้นในการเข้าวงการให้ฟังหน่อยค่ะ

ต๋อง : ผมก่อนนะครับ สำหรับต๋องไม่ได้ตั้งใจจะเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่แรก ต๋องไปออกกำลังการที่สยาม แล้วก็บังเอิญเดินผ่านกองที่เขากำลังแคสติ้งงานกันอยู่ เขาก็เลยลองให้เราไปแคสติ้งบทนึงที่เขาขาดอยู่พอดีครับแล้วเราก็ได้รับโอกาสเล่นเรื่องนั้นเป็นเรื่องแรกเมื่อ 2 ปีก่อน เราก็รู้สึกว่ามันสนุกนะ แต่เรายังขาด Skill อยู่ ก็เลยไปลงเรียนการแสดงตามสถาบันสอนการแสดงต่าง ๆ เพิ่มครับ จนได้เจอน้องฟลุ๊คที่สถาบันสอนการแสดงแห่งหนึ่งครับ แล้วฟลุ๊คล่ะ

ฟลุ๊ค : คือผมไปเรียนการแสดงเหมือนกันครับ ไปเพิ่มทักษะการแสดงก่อนที่จะเข้าวงการบันเทิง แล้วก็บังเอิญไปเจอกับพี่ต๋องและพี่รันที่เป็นผู้เขียนบท เหมือนตอนนั้นเราไปกินข้าวด้วยกันแล้วถ่าย IG Story ลงเล่น ๆ กัน แล้วพี่ผู้กำกับเขาเห็นผ่านทางพี่รันอีกทีครับ ว่าผมน่าจะมีคาแรกเตอร์คล้าย ๆ กับตัวละคร “ท้องฟ้า” ครับก็เลยชวนมาลองเล่นซีรีส์

ทั้งคู่มาเล่นซีรีส์เรื่อง จังหวะจะรัก SECOND CHANCE THE SERIES กันได้ยังไง

ต๋อง : พอดีทางซีรีส์ จังหวะจะรัก SECOND CHANCE THE SERIES มีเปิดแคสติ้ง ผมมีน้องที่ผมรู้จักเขาบอกให้ผมมาลองแคสดูครับ ตอนมาแคสตอนนั้นก็มีคนมาแคสเยอะ วันนั้นเขาก็ประกาศเลยว่าเราได้รับบท “เปเปอร์” ครับ ส่วนบท “ท้องฟ้า” ยังไม่ได้ ก็เลยมีการเปิดแคสรอบสองครับ แต่เป็นแคสภายใน มีหลายคนเข้ามาแคสเป็นบทท้องฟ้า แล้วเขาก็ให้ผมลองเลือก ลองแสดงดูว่าผมคาแรกเตอร์เข้ากับใครมากที่สุดครับ กับน้องฟลุ๊คก็โชคดีที่เราเคยเรียนการแสดงด้วยกันมาก่อน ทำให้จูนกันติด เรื่องเทคนิคการแสดงอะไรบางอย่างแค่มองตากันก็เข้าใจ จูนกันได้ไม่ยากเลยครับ ก็เลยได้เล่นกับน้องครับ

แล้วตอนที่ฟลุ๊คมาแคสติ้ง รู้สึกตื่นเต้นหรือกดดันไหม

ฟลุ๊ค : สำหรับผมก็ตื่นเต้นครับ เพราะว่ามันเป็นซีรีส์เรื่องแรกสำหรับผมด้วย ตอนนั้นเราก็เพิ่งได้เรียนการแสดงมาใหม่ ๆ เรารู้สึกว่าเรายังเรียนไม่จบ Class คิดว่าอาจจะยังไม่พร้อม แต่พี่ผู้กำกับเขาก็เรียกผมไปลองแคสติ้งดูครับ บังเอิญว่าตัวคาแรกเตอร์ของท้องฟ้ามีความคล้ายกับตัวผมด้วย ก็เลยโชคดีครับ

ต๋อง : (หัวเราะ) ก็คือเป็นคนไม่ค่อยพูด เป็นคนเงียบ ๆ ครับ ท้องฟ้าจะเป็นคนที่เขิน ๆ ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไร ซึ่งก็บังเอิญคาแรกเตอร์ตรงกับน้องพอดี

แนะนำหน่อยว่าในซีรีส์เรื่องนี้แต่ละคนรับบทเป็นใคร คาแรคเตอร์เป็นยังไงบ้าง

ฟลุ๊ค : ผมรับบทเป็นท้องฟ้าครับ ซึ่งคาแรกเตอร์ของท้องฟ้าเนี่ย เขาจะเป็นคนที่เงียบ ๆ ชอบเก็บตัว แล้วก็ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างครับ ขณะที่ตัวท้องฟ้าเองก็เป็นคนที่เซนซิทีฟด้วยครับ

ต๋อง : ส่วนเปเปอร์เป็นประธานนักเรียนไฮสคูลครับ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับท้องฟ้าแล้วก็คริสครับ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเลย อุปนิสัยของเปเปอร์ คือเป็นคนเจ้าระเบียบ จู้จี้ เจ้ากี้เจ้าการ มีความเป็นผู้นำ เป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อนครับ ทั้งเรื่องการเรียนและชีวิตทั่วไป

คาแรคเตอร์ในเรื่องเหมือนหรือแตกต่างจากชีวิตจริงเรายังไงบ้าง

ต๋อง : มีทั้งจุดที่เหมือนแล้วก็แตกต่างครับ อย่างของต๋องเนี่ย ต๋องชอบตรงที่เปเปอร์เป็นคนที่รักเพื่อน มีอะไรก็ทุ่มเทเต็มที่กับเพื่อนอะไรแบบนี้ครับ ก็คล้าย ๆ กัน แล้วก็แอบเป็นคนขี้บ่นคล้าย ๆ กันด้วยครับ เพราะตัวต๋องเองก็เป็นคนที่เวลามีอะไรไม่ถูกต้อง เราจะพูดจะบอกเลย ไม่ปล่อยผ่าน แต่ก็มีวิธีการพูดที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีครับ ส่วนที่ไม่เหมือนกันเลย ก็คือเปเปอร์จะจู้จี้จุกจิกมากเกินไป และมีความรับผิดชอบค่อนข้างสูง ซึ่งตัวผมเองยังไม่ถึงขนาดนั้น (หัวเราะ) ยังมีความหละหลวมอยู่บ้างครับ

ฟลุ๊ค : สำหรับผม ตัวท้องฟ้าคือแทบจะ 90% ของผมเลยครับ (หัวเราะ) เพราะผมเป็นคนที่เซนซิทีฟง่าย แล้วก็ชอบใส่ใจดูแลคนที่อยู่รอบตัวอยู่แล้ว พูดน้อยแล้วก็ขี้อายเหมือนกันเลยครับ

คาแรกเตอร์เหมือนกับตัวเราเลยทำให้การแสดงออกมาได้ง่ายขึ้นไหมคะ

ต๋อง : ผมว่ายิ่งเหมือนยิ่งยากนะ เพราะว่าถ้ายิ่งเหมือนจะทำยังไงให้คนดูรู้สึกแตกต่างจากตัวเรา ให้เขาเชื่อว่านี่คือตัวละครนะ ไม่ใช่เรา อันนี้แหละที่ยากครับ

ทั้งสองคนมีการฝึกซ้อมยังไงบ้างคะ

ต๋อง : ก่อนถ่ายทำเรื่องนี้เรามีการเวิร์คช็อปมาเยอะพอสมควรครับ เวิร์คช็อปเกิน 10 ครั้งเลย แล้วก็มีเวิร์คช็อปนอกรอบกันอีกครับ เพราะถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะมีแค่ 6 ตอน แต่ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องคืออยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นคนดูต้องรู้สึกจริง ๆ ว่าสองคนนี้สนิทกันมานานแล้วครับ แล้วก็มีความรู้สึกมากกว่าเพื่อนทั่วไปที่เรียนด้วยกันครับก็เลยต้องเวิร์คช็อปกันหลายรอบเพื่อสร้างความคุ้นเคย

รู้สึกว่ามีความยากง่ายยังไงบ้าง สำหรับบทบาทที่ตนเองได้รับ

ฟลุ๊ค : ความยากง่ายใช่ไหมครับ สำหรับผมก็มีอะไรหลายอย่างที่ต่างไปจากที่เราเคยพบเจอ เราก็ต้องไปเวิร์คช็อปเพื่อทำความคุ้นเคยกับประสบการณ์นั้น ๆ ก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าท้องฟ้าเขาเจออะไรมา ถึงโตมาแล้วกลายเป็นแบบนี้ครับ

ต๋อง : ก็มีเหตุการณ์ที่ต้องเล่นกับความรู้สึกค่อนข้างเยอะครับสำหรับท้องฟ้า เขาสูญเสียพ่อตั้งแต่เด็ก ต้องอยู่กับแม่ ก็มีความยากเหมือนกันสำหรับน้องที่ต้องเล่นบทท้องฟ้า แต่น้องก็ผ่านมาได้ เก่งมาก Very Good

มีซีนไหนที่เข้าฉากด้วยกันแล้วรู้สึกเขินที่สุด หรือมีฉากไหนที่อยากให้แฟน ๆ ตั้งตารอคอยบ้างไหมคะ

ฟลุ๊ค : ฉากที่ชอบเป็นพิเศษเหรอครับ ถ้าถามผมชอบฉากจบครับ แต่จะให้บอกว่าพิเศษแค่ฉากเดียวก็คงไม่ได้ เพราะว่าในแต่ละซีนจะมี Story ที่พิเศษของมันอยู่แล้วครับ ก็อยากจะให้ทุกคนติดตามทุกซีนเลย เพราะแต่ละซีนจะมี Story ที่สำคัญแตกต่างกันไปครับ แต่ที่ชอบที่สุดก็คงเป็นฉากจบ เพราะรู้สึกว่ามันสวยงามครับ เรามีการอิมโพรไวส์เพิ่มเติมจากบทกันด้วย

ต๋อง : สำหรับผมก็เห็นด้วยกับน้อง ถ้าให้เลือกผมก็จะเลือกฉากจบเหมือนกันครับ เพราะว่า... จริง ๆ ฉากจบไม่ได้มีบทอะไรให้เราพูดมากมายครับ มีเพียง Situation ที่ผู้กำกับและคนเขียนบทบอกไว้ว่าจะประมาณนี้นะ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนถ่ายทำคือเราสองคนต้องอิมโพรไวส์ว่าจะทำอะไรกันบ้าง จะพูดอะไรกัน ทำท่าทางแบบไหน ซึ่งมันออกมาเป็นธรรมชาติมาก อาจเป็นเพราะซีนจบ เป็นซีนสุดท้ายที่เราถ่ายพอดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราสนิทกันมากขึ้นครับ เลยเป็นซีนที่ไหลลื่น แล้วก็เลยคิดว่า เอ๊ะ หรือเราจะเริ่มถ่ายใหม่ตั้งแต่ต้นไหม (หัวเราะ) เพราะมันเริ่มคลิกกันตอนใกล้จบแล้ว ก็เลยรู้สึกเสียดาย ก็อยากให้ทุกคนรอดูถึงตอนจบครับ

ซีรีส์ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับในวัยเรียน ทั้งสองคนมีวีรกรรมหรือเรื่องราวในวัยเรียนที่อยากจะเล่าให้พวกเราฟังบ้างไหมคะ

ต๋อง : ฟลุ๊คก่อนเลย ฟลุ๊คมีเยอะ (หัวเราะ) ไหนเล่าสิ

ฟลุ๊ค : ประสบการณ์เรียนของพี่ต๋องเยอะกว่านะ

ต๋อง : จริงเหรอ ของพี่ คือตอนเด็ก ๆ เราเป็นคนตั้งใจเรียนพอสมควร เพราะว่าเราบังเอิญไปอยู่ห้องพิเศษ มันต้องแข่งขันกันเรียนครับ แต่ว่ามีอยู่ช่วงนึง ช่วงม.ต้นขึ้นม.ปลายเราติดเกม เฮี้ยวมาก แล้วที่บ้านไม่ให้เล่นเกม เราไม่แคร์เราไปเล่นที่ร้านเกมเลย แล้วก็บอกพ่อกับแม่ว่า อ๋อ ไปทำรายงานครับ (หัวเราะ) โกหกบอกตั้งแต่เด็กแล้วอ่ะ กลับบ้านตี 2 เพราะไปเล่นเกม จนเกรดเฉลี่ยตกจาก 3.9 เหลือ 3.2 ตอนนั้นก็แบบ จะไม่ได้อยู่ห้องพิเศษแล้วเพราะเกรดตก คุณครูก็เลยต้องมาคุยกับที่บ้าน ที่บ้านก็เลยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็เลยรู้สึกว่า เราทำให้ทุกคนผิดหวัง จริง ๆ พ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไรนะ แค่รู้สึกว่าทำไมเราไม่เล่นที่บ้านด้วยซ้ำ เขาก็ถามเราว่าเขา Strict เกินไปรึเปล่า เราก็รู้สึกว่า เออ ดูสิเราทำขนาดนี้เขายังไม่ว่าเราเลย ก็เลยทำให้เราค่อย ๆ เลิกทำแบบนั้นครับ แล้วของเราล่ะ

ฟลุ๊ค : ผมเคยแอบไปนอนช่วงที่เขาทำกิจกรรมกันครับ

ต๋อง : หืม ใคร ๆ ก็เคย ใครไม่เคยแอบนอนบ้างถามหน่อย เอาวีรกรรมเด็ด ๆ หน่อยสิ

ฟลุ๊ค : ก็เคยบอกพ่อแม่ว่ามีกิจกรรมค่ายจริยธรรมครับ แต่จริง ๆ คือไปอยู่บ้านเพื่อน (หัวเราะ)

ต๋อง : ดูสิศีลเสมอกันเห็นมั้ย ถึงคบกันได้ (หัวเราะ) จริง ๆ ไม่ดีนะครับน้อง ๆ อย่าหาทำนะ ทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าโลกมันมาไกลมากแล้ว ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ Age Gap ระหว่างพ่อแม่กับลูกน่ะลดลง สังคมสมัยนี้เด็กกล้าพูดมากขึ้น อาจจะเพราะว่าสมัยนี้มีโซเชียลมีเดียด้วย พ่อแม่ก็เช็คลูกได้ ลูกก็เช็คพ่อแม่ได้ว่าทำอะไรอยู่ ก็รู้สึกว่าได้รู้จัก ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นครับ

ถ้าให้ย้อนกลับไปอยากให้เล่าเหตุการณ์ตอนที่เจอกันครั้งแรกให้ฟังหน่อยค่ะ ใครเป็นคนเริ่มชวนคุยก่อน แล้วตอนนี้สนิทกันมากแค่ไหนแล้ว

ฟลุ๊ค : คือตอนนั้นผมไปเรียนการแสดงแล้วเหมือนกับว่าผมเริ่มคลาสใหม่กับห้องเรียนใหม่ครับ แล้วบังเอิญไปเจอคลาสที่เป็นแก๊งของพี่ต๋องอยู่แล้ว รู้สึกตอนนั้นผมเป็นคนเดียวที่เพิ่งเข้าไปอยู่ในแก๊งนั้น ก็รู้สึกโดดเดี่ยวสุด ตอนนั้นผมไว้ผมยาวปิดหน้าเลย เลยดูเหมือนคนป่าที่เพิ่งเข้าเมืองอะไรแบบนี้ (หัวเราะ) แล้วทุกคนก็ดูกลัวผม ผมดูเหมือนเด็กที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ก็เลยไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยกับผม มีพี่ต๋องที่เป็นคนเข้ามาชวนผมทำกิจกรรมด้วย พี่ต๋องก็ชวนคุย จับคู่ทำกิจกรรมด้วยกัน ตอนนั้นเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นครับ

ต๋อง : นั่นแหละครับ First Impression ก็คือเป็นคนป่า (หัวเราะ) คือเราเห็นน้องเป็นเด็กเนิร์ด ๆ เป็นคนเล่นเกมแหละ น้องไม่ค่อยพูดกับใครนั่งอยู่คนเดียว ด้วยความเป็นพี่ใหญ่ก็เสียสละเข้าไปเข้ากับน้อง แล้วค้นพบว่าจริง ๆ น้องไม่น่ากลัวเลย ไม่ได้เป็นเด็กเนิร์ดอะไร เพียงแต่บุคลิกเขาเป็นแบบนั้นเฉย ๆ ก็มีกินข้าวกันนอกรอบ ชวนกันไปเป็นกลุ่มเป็นแก๊ง ก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นครับ แต่ความรู้สึกแรกที่เจอคือ พี่เคยเห็นเด็กเนิร์ด ผมฟู ๆ ยุ่ง ๆ หน้าตาเหมือนเพิ่งตื่นนอนมาเรียนมั้ย นั่นแหละครับเขาเลย (หัวเราะ)

ทั้งสองคนมีอะไรที่ประทับใจของกันและกันไหมคะ

ฟลุ๊ค : สำหรับผมถ้าถามว่าประทับใจอะไรในตัวพี่ต๋องก็คงจะเป็นพี่ชายที่แสนดี คือเนื่องจากผมเป็นคนที่ไม่กล้าค่อยหาใคร แล้ววันนั้นที่พี่ต๋องเข้ามาชวนผมคุย ผมรู้สึกว่า เออ ประทับใจที่มีคนเขามา แล้วความประทับใจแรกก็คือ ได้กลิ่นไอความอบอุ่นมาก ๆ เหมือนพี่ชายที่เข้ามาช่วยทำให้เราหายเกร็งจากสถานที่นั้น ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าพี่ต๋องเป็นพี่ชายที่ดี แล้วก็เป็นคนที่อบอุ่นน่ารัก เทคแคร์ดีมากครับ

ต๋อง : ดีมากเลย เดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าว อ่ะเอาไป 20 บาทค่าอวย (หัวเราะ) สำหรับผมประทับใจในตัวฟลุ๊คตรงที่น้องเป็นเด็กซื่อ ๆ จริง ๆ ไม่ค่อยทันโลกครับ แต่ในความซื่อของเขามีข้อดีคือเขาพร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่าง แล้วก็พร้อมที่จะรับฟังทั้งผู้กำกับและเพื่อนนักแสดงด้วยกันที่คอยแนะนำครับ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ

นอกเหนือจากเรื่องงานปกติคุยกันเรื่องอะไร หรือมีทำกิจกรรมอะไรร่วมกันบ้างไหม

ต๋อง : ก็คุยกันเรื่อยเปื่อยครับ สัพเพเหระทั่วไป ก็คุยกันบ่อย จริง ๆ ก็เริ่มจากการคุยเรื่องบทเรื่องการแสดงโน่นนี่ แล้วก็ค่อย ๆ ลามไปเรื่องอื่น พอซีรีส์ถ่ายจบแล้วก็คุยเรื่องออนแอร์ น้องก็จะตื่นเต้น เราก็จะเป็นคนคอยซับพอร์ตน้องเพราะเราผ่านตรงนั้นมาก่อน เหมือนกับนักแสดงคนอื่น ๆ ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงก็ต้องผ่านจุดนั้นมาก่อน โดยวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนครับ ก็คุยกันประมาณนี้

ฟลุ๊ค : ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องชวนไปกินข้าว ไปเที่ยว ไปทำบุญก็จะคุยเยอะสุดช่วงถ่ายทำ เพราะพี่ต๋องเป็นคนที่มีประสบการณ์มาก่อนผมก็เลยจะถามเทคนิคเขา “เออพี่...ผมกังวลตรงนี้นะ ผมจะทำยังไงดี” พี่ต๋องก็จะเป็นคนที่แนะนำให้เสมอ บางทีผมกังวลจนเครียดมาก อยากจะหาคนที่คอยรับฟังได้ ก็จะมีพี่ต๋องที่โทรไปแล้วก็รับฟังเรา คุยกันได้ ก็สบายใจครับ เป็น Safe Zone

ปกติไลฟ์สไตล์ส่วนตัวเราเวลาว่างจากการทำงานชอบทำกิจกรรมอะไร หรือไปเที่ยวที่ไหนคะ

ฟลุ๊ค : ผมชอบดูหนัง แล้วก็เล่นเกมครับ เป็นมนุษย์ติดบ้าน ไม่ค่อยได้ไปไหน แต่ถ้าเป็นช่วงที่ชอบออกไปข้างนอกก็จะออกบ่อย แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ติดบ้าน ดูหนัง เพราะตัวผมเองเรียนคณะนิเทศฯด้วยก็ชอบศึกษาการทำหนังครับ

ต๋อง : ผมเป็นคนชอบปลาครับ ถ้าเวลาว่างผมจะชอบไปอวาเรียมครับ ที่กรุงเทพฯ ผมจะไปบ่อยมาก อย่างน้อยเดือนละครั้ง ไปนั่งดูเฉย ๆ ที่บ้านผมก็เลี้ยงปลา มีทั้งบ่อปลา แล้วก็ตู้ปลาครับ ก็ส่วนใหญ่มันต้องดูแลแหละ จะเรียกว่างานอดิเรกมั้ย คือเหมือนงานที่ต้องทำ เหมือนคนเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวที่ต้องดูแล ต้องมาล้างตู้ เช็คน้ำ เช็คออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ สุดท้ายก็เป็นการดูแลเขาไปครับ

ถ้าให้แนะนำอาหารไทยให้แฟน ๆ ชาวจีน อยากแนะนำเมนูอะไร

ต๋อง : ต๋องว่าเมนูอาหารไทยกับอาหารจีนคล้ายกันนะ รากเหง้าวัฒนธรรมเราทั้งไทยกับจีนมีความคล้ายคลึงกัน เหมือนเป็นบ้านพี่เมืองน้องแบบนั้น เรารู้กันอยู่ อาหารก็เลยไม่ค่อยแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นเลยอยากให้คนจีนได้ลองแบบแปลก ๆ ไปเลย แบบที่เขาไม่เคยทานเลยครับ ยกตัวอย่างเช่นอาหารที่เป็นพื้นถิ่น อย่างภาคใต้ก็ แกงไตปลา ภาคเหนือก็แบบ แกงฮังเล ภาคอีสานก็ ส้มตำ น้ำตก ไปเลย ให้เขาได้ลองแบบสุดไปเลยครับ เพราะถ้าเป็นอาหารกลาง ๆ ทั่วไปมันก็คล้าย ๆ กัน

ฟลุ๊ค : ผมเป็นคนใต้ครับ ผมอยากจะขอแนะนำเป็นอาหารใต้ที่ผมเคยกิน...

ต๋อง : ไข่เจียว?

ฟลุ๊ค : ไข่ดาว (หัวเราะ) ไม่ใช่ครับ เป็น แกงส้มกุ้งยอดมะพร้าว กับ คั่วกลิ้ง ครับก็เป็นอาหารใต้เลย อาจจะไม่เคยกินแบบรสชาติที่เป็นคนใต้แท้ ๆ

ต๋อง : โอ๊ยพูดแล้วหิวอ่ะ อยากกินแกงส้มกุ้งยอดมะพร้าว...

ฟลุ๊ค : ใช่ครับ ผมอยากให้ลองทาน อาจจะเป็นเพราะผมเกิดที่ภาคใต้ด้วย รู้สึกว่าเราชอบอาหารพื้นบ้านของเรา เลยอยากแนะนำให้เขาได้ลองกินอาหารที่เราชอบมาก ๆ ครับ

ต๋อง : นึกออกแล้วต้องให้เขาลองนี่ แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง (หัวเราะ)

ฟลุ๊ค : ผมยังไม่เคยกินเลย

ต๋อง : พี่ก็ไม่เคยกินไข่มดแดง แต่น่าจะเป็นอะไรที่ดูแปลกสำหรับเขานะ

สุดท้ายนี้ฝากอะไรถึงแฟนคลับทั้งชาวไทย และชาวจีน พร้อมฝากช่องทางการติดตามของเราหน่อยค่ะ

ต๋อง : ก็สวัสดีแฟน ๆ นิตยสารแอดม่านกู่นะครับ ก็ดีใจที่ได้คุยกับแฟน ๆ ขอบคุณแอดม่านกู่ด้วยครับที่เป็นตัวแทนทำให้ได้พูดคุยกับแฟน ๆ ครับ ก็ขอฝากตัวผมด้วยและตัวน้องด้วยครับ ผมตอนนี้มีผลงาน Second Chance The Series จังหวะจะรัก ที่เล่นกับน้องฟลุ๊คครับ แล้วก็ผลงานอื่น ๆ

สามารถติดตามได้ที่ IG : @tongthk และ Twitter : @tongthk ก็จะคอยอัพเดทความเคลื่อนไหวเรื่องต่าง ๆ ของผมครับ เราเป็นนักแสดงหน้าใหม่มือสมัครเล่นคนนึงก็อยากได้รับแรงสนับสนุนจากแฟน ๆ ที่น่ารักทุกคนนะครับ ฝากด้วยครับ

ฟลุ๊ค : ครับผมสวัสดีแฟน ๆ ชาวจีนทุกคนนะครับ (ตื่นเต้น) ฝากติดตาม Seceond Chance The Series จังหวะจะรักด้วยครับ

แล้วก็สามารถติดตามผมได้ทาง IG : @flukkker ครับ ฝากทุกคนติดตามด้วยนะครับ ถ้าอนาคตมีผลงานอะไรเพิ่มเติมผมก็จะคอยอัพเดทผ่านทาง IG และ Twitter ครับ ขอให้ทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยครับ

 

Thanks

ต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา & ฟลุ๊ค ชินธัณย์ โรจน์รวีธนากุล

Tong Thanayut Thakoonauttaya & Fluke Chinnathan Rojrawee Thanakun

IG : @tongthk & @flukkker

Clothes : @greyhoundoriginal (GREYHOUND)

ซีรี่ย์ "จังหวะจะรัก" (SECOND CHANCE THE SERIES)

ขอบคุณสถานที่ : M Flow Entertainment

Photographer : Thanravee Khamthuen @iamjames_tk

Coordinator / Interviews : Kawinna Penkul @kawintoon

Column Writer : Nathanich Srijumnong @myselfworth_

You can share this post!

MANGU E-Magazine Entertainment Issue 209 : พาไปทำความรู้จักกับ “ปอย-พรนภัส วงศ์วิวัฒน์” & “ไหม-ปรางค์เนตร ถาใจ” สองนักแสดงสาวรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังมีผลงานในเร็ว ๆ นี้กับเป้าหมายในวงการบันเทิงของเธอทั้งสองคน

MANGU E-Magazine Entertainment Issue 204 : ปกนี้ชวน ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ & น้ำฟ้า-ธัญญภัสร์ ภัทรธีรชัยเจริญ มาคุยกันแบบออกรสกับละคร "แม่ครัวคนใหม่" ทางช่อง 3